Physical Address
304 North Cardinal St.
Dorchester Center, MA 02124
Physical Address
304 North Cardinal St.
Dorchester Center, MA 02124

Premier League | Big Match Preview | Pickscore365 Insider Style
ศึกพรีเมียร์ลีกที่เอติฮัด สเตเดี้ยม คืนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเกมบิ๊กแมตช์ธรรมดา แต่คือจุดตัดสำคัญของเส้นทางลุ้นแชมป์และเสถียรภาพของสองสโมสรยักษ์ใหญ่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมอันดับ 2 ของตารางที่กำลังไล่ล่าจ่าฝูงอย่างอาร์เซน่อลแบบหายใจรดต้นคอ เตรียมเปิดบ้านรับมือกับ เชลซี ในสถานะที่ไม่ปกติ หลังเพิ่งประกาศแยกทางกับ เอ็นโซ มาเรสก้า และแต่งตั้ง แคลัม แม็คฟาร์เลน เข้ามาคุมทีมแบบชั่วคราว
เกมนี้จึงเป็นทั้งศึกชี้ชะตาคะแนน ศึกแท็กติกระดับสูง และศึกจิตวิทยาในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของฤดูกาล โดยเฉพาะฝั่งเชลซีที่ต้องพิสูจน์ว่า “การเปลี่ยนแปลง” จะปลดล็อกทีมได้จริง หรือจะกลายเป็นเพียงแรงสั่นสะเทือนระยะสั้นในถิ่นที่ขึ้นชื่อว่าโหดที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้จะเพิ่งสะดุดเสมอ ซันเดอร์แลนด์ 0-0 ในนัดล่าสุด แต่ภาพรวมในบ้านยังคงน่าเกรงขามอย่างยิ่ง “เรือใบสีฟ้า” ชนะรวด 8 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีกที่เอติฮัด และยิงประตูเฉลี่ยสูงถึง 2.78 ลูกต่อเกม ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนความต่อเนื่องของระบบเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ที่ยังคงเดินหน้ากดดันคู่แข่งด้วยการครองบอล การเพรสซิ่ง และคุณภาพรายบุคคลในทุกตำแหน่ง
เชลซี ภายใต้สถานการณ์ระส่ำระสายหลังปลดมาเรสก้า มีผลงานในลีกที่น่าผิดหวัง ชนะเพียง 1 จาก 7 นัดหลังสุด และเพิ่งเสมอแบบเสียทรงกับบอร์นมัธและนิวคาสเซิล อย่างไรก็ตาม จุดแข็งที่ไม่อาจมองข้ามคือสถิตินอกบ้านที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีกในฤดูกาลนี้ ซึ่งบ่งบอกว่าพวกเขายังสามารถเล่นเกมเยือนแบบมีวินัยและรอโอกาสได้ดี
หากมองในแง่สถิติการพบกันโดยตรง แมนฯ ซิตี้ ข่มเชลซีอย่างชัดเจน ไม่แพ้มาแล้ว 11 นัดติดต่อกันในทุกรายการ (ชนะ 9 เสมอ 2) และชัยชนะครั้งสุดท้ายของเชลซีเหนือซิตี้ในพรีเมียร์ลีกต้องย้อนกลับไปถึงปี 2021 ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ฝั่งผู้มาเยือน
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ต้องรับมือกับปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บหลายรายเช่นกัน โดยจะไม่มี ซาวินโญ่ และ นิโก้ โอไรลี่ย์ จากเกมล่าสุด รวมถึง จอห์น สโตนส์, ออสการ์ บ็อบบ์ และ มาเตโอ โควาซิช ที่ยังไม่พร้อมลงสนาม ขณะที่ โอมาร์ มาร์มูช และ รายาน เอต-นูรี่ ติดภารกิจทีมชาติในศึก AFCON อย่างไรก็ตาม ความลึกของขุมกำลังซิตี้ยังคงช่วยให้เป๊ปมีทางเลือกในการปรับแท็กติกได้หลากหลาย
เชลซีเจอข่าวร้ายหนักกว่า เมื่อ มอยเซส ไกเซโด้ ถูกแบนจากการสะสมใบเหลืองครบโควตา ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสมดุลแดนกลาง ขณะเดียวกัน เลวี่ โคลวิลล์ และ โรเมโอ ลาเวีย ยังมีอาการบาดเจ็บ ส่วน มาร์ก กูกูเรย่า และ จอร์เรล ฮาโต้ ต้องรอเช็กความฟิตจนถึงช่วงสุดท้ายก่อนแข่ง ทำให้ทีมของแม็คฟาร์เลนต้องวางหมากอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า คาดว่าจะยึดระบบ 4-1-4-1 เพื่อคุมจังหวะเกมผ่าน โรดรี้ และเปิดพื้นที่ให้ เควิน เดอ บรอยน์ กับ ฟิล โฟเด้น สร้างสรรค์เกมสนับสนุน เออร์ลิง ฮาลันด์ ขณะที่เชลซีจะมาในระบบ 4-2-3-1 เน้นวินัยเกมรับและใช้ความเฉียบคมของ โคล พาลเมอร์ ในการเล่นสวนกลับและลูกยิงไกล
| ทีม | ระบบ | 11 ตัวจริงที่คาด |
|---|---|---|
| แมนฯ ซิตี้ | 4-1-4-1 | เอแดร์ซอน; นูเนส, ดิอาส, กวาร์ดิโอล, อาเก้; โรดรี้; แบร์นาร์โด้, เดอ บรอยน์, โฟเด้น, เชอร์กี้; ฮาลันด์ |
| เชลซี | 4-2-3-1 | โรเบิร์ต ซานเชซ; กุสโต้, โทซิน, บาเดียชิล, กูกูเรย่า; เอ็นโซ, เวก้า; เปโดร เนโต้, เจา เปโดร, กิตเทนส์; โคล พาลเมอร์ |
โมเดลของ Forebet ให้ภาษีแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เหนือกว่าอย่างชัดเจน ด้วยโอกาสชนะ 56% ขณะที่โอกาสเสมออยู่ที่ 21% และเชลซี 23% โดยสกอร์ที่ถูกคาดมากที่สุดคือชัยชนะของเจ้าบ้าน 2-1 หรือ 3-1 อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเรื่อง “โค้ชใหม่ชั่วคราว” อาจทำให้เชลซีเล่นด้วยความอิสระมากขึ้นในช่วงต้นเกม ซึ่งเป็นสิ่งที่ซิตี้ต้องระวัง
จุดตัดสินสำคัญของเกมยังคงอยู่ที่ความเฉียบคมของ เออร์ลิง ฮาลันด์ ดาวซัลโวลีก 19 ประตู ที่จะทดสอบแนวรับเชลซีซึ่งเสียประตูง่ายในช่วงหลัง ขณะเดียวกัน ฝั่งทีมเยือนต้องฝากความหวังทั้งหมดไว้ที่ โคล พาลเมอร์ กับการสร้างสรรค์เกมและการยิงไกลเพื่อสร้างความแตกต่างในถิ่นเก่า
สำหรับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เกมนี้คือโอกาสทองในการกดดันอาร์เซน่อลและยึดโมเมนตัมการลุ้นแชมป์เอาไว้ ส่วนเชลซีคือบทพิสูจน์ว่าพวกเขาจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นพลังได้หรือไม่ ในสนามที่ไม่เคยปรานีใครง่ายๆ อย่างเอติฮัด สเตเดี้ยม 90 นาทีข้างหน้าจะเป็นคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
อย่าพลาดทุกแมตช์สำคัญ! อัปเดตผลการแข่งขันแบบเรียลไทม์ พร้อมลิงก์ ดูบอลสด ครบทุกลีกดัง